Room Air

แอร์บ้านติดผนัง Inverter และ Non-Inverter เพื่อที่อยู่อาศัย

DAIKIN MAX INVERTER

สุดยอดเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์จากไดกิ้น เพื่อการทำงานของระบบความเย็นอย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด
ให้อากาศเย็นเร็วสุด ทนทานสุด ประหยัดสุด เสียงเงียบสุด

เย็นไวใน 1 นาที ด้วย New Powerful mode
จิ้งจกไม่กวนใจ ด้วยดีไซน์ป้องกันแผงวงจร PCB ให้มีขนาดเล็กกว่า 4 มม.
ประหยัดไฟสูงสุด 13,377 บาท/ปี
ทำงานเงียบเพียง 19 เดซิเบล

*รายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

แอร์อินเวอร์เตอร์คืออะไร ?

เป็นระบบปรับอากาศที่ควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์ในการทำความเย็น โดยแปลงไฟกระแสสลับ (AC) ให้เป็นไฟกระแสตรง (DC) ซึ่งสามารถปรับเพิ่มหรือลดความเร็วของคอมเพรสเซอร์ให้ทำความเย็นได้ตามอุณหภูมิที่ต้องการอย่างแม่นยำ

แอร์อินเวอร์เตอร์ต่างกับแอร์ทั่วไปอย่างไร ?
เมื่อเปิดแอร์ที่มีระบบอินเวอร์เตอร์ คอมเพรสเซอร์จะเร่งความเร็วของรอบการทำงานเพื่อให้ได้อุณภูมิที่กำหนด และจะปรับลดรอบลงเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในห้อง ซึ่งแตกต่างจากแอร์ธรรมดาที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ตรงที่ระบบจะตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์เมื่ออุณหภูมิของห้องเย็นกว่าที่กำหนด และเมื่ออุณหภูมิห้องสูงกว่าที่ตั้งไว้ คอมเพรสเซอร์จะทำงานใหม่อีกครั้งเพื่อลดอุณหภูมิลง ทำให้อุณหภูมิภายในห้องจะเย็น สลับกับร้อนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเวลานอนหลับ จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หลับๆ ตื่นๆ ได้ ดังนั้นแอร์ที่มีระบบอินเวอร์เตอร์สามารถรักษาอุณภูมิได้คงที่กว่า ประหยัดไฟมากกว่า และทำให้ผู้ใช้งานพึงพอใจได้มากกว่าแอร์ทั่วไป
 
ทำไมต้องใช้แอร์ไดกิ้น อินเวอร์เตอร์ ?

แอร์อินเวอร์เตอร์ของไดกิ้นใช้คอมเพรสเซอร์แบบสวิงที่มีความพิเศษกว่าระบบอินเวอร์เตอร์ทั่วไป โดยช่วยลดแรงเสียดทานและการสั่นสะเทือนของมอเตอร์ เครื่องจึงทำงานได้เงียบกว่า และประหยัดพลังงานมากกว่า จึงทำให้มอเตอร์แบบสวิงเทคโนโลยีเฉพาะของไดกิ้น ได้รับรางวัลจาก The Japan Society for the Promotion of the Machine Industry ในปี 1997 นอกจากนี้ DC Motor ในแอร์ไดกิ้น อินเวอร์เตอร์ ที่ใช้แม่เหล็กนีโอไดเมียมซึ่งมีความทนทานกว่าแม่เหล็กทั่วไปกว่า 10 เท่า ยังการันตีด้วยรางวัลจากสถาบัน The Institute of Electrical Engineers of Japan ในปี 1998 อีกด้วย

ที่สำคัญ แอร์ไดกิ้น อินเวอร์เตอร์ ยังไม่จุกจิก ด้วยระบบ Surge protection ที่ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากไฟตก ไฟเกิน หรือไฟกระชาก พร้อมเคลือบแผงวงจร PCB เพื่อป้องกันมดหรือแมลงเข้าไปรบกวนการทำงาน และยังใช้สารทำความเย็น R32 ซึ่งเป็นสารทำความเย็นรักษ์โลก ส่งผลให้แอร์เย็นเร็ว เย็นจัด และประหยัดพลังงาน ทั้งยังการันตีอายุการใช้งานด้วยการเพิ่มระยะเวลารับประกัน Evaporator และแผงวงจร PCB (บอร์ดสำหรับตัวเครื่องภายนอกอาคาร) จาก 1 ปี เป็น 3 ปีนับจากวันที่ซื้อเครื่องปรับอากาศหรือวันที่อ้างอิงในบัตรรับประกัน

คำนวณ BTU ของแอร์อย่างไรให้เหมาะกับห้อง ?

การเลือกแอร์ให้เหมาะสมกับขนาดห้อง เป็นสิ่งหนึ่งที่คนเลือกซื้อแอร์จะพลาดไปไม่ได้ เพราะถ้าแอร์สามารถทำความเย็นได้มากเกินขนาดห้อง คอมเพรสเซอร์ของแอร์จะถูกตัดการทำงานบ่อย อาจส่งผลให้ห้องมีความชื้น ผู้อยู่อาศัยป่วยง่าย ขณะเดียวกันถ้าแอร์ทำความเย็นได้ไม่เพียงพอต่อขนาดห้อง คอมเพรสเซอร์จะทำงานหนัก แอร์ไม่เย็นและเครื่องเสียง่าย ซึ่งหลักการเลือกซื้อคือ ต้องดูที่ BTU

BTU คือ หน่วยทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ โดย BTU ของเครื่องปรับอากาศที่เราต้องการใช้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดห้องและตัวแปร ซึ่งตัวแปรคือสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่ออุณหภูมิ เช่น ห้องโดนแดดมากหรือน้อย จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้อง คนอยู่เยอะหรือไม่ ถ้าเลือก BTU ของแอร์ได้เหมาะสม นอกจากจะได้อุณหภูมิห้องที่ต้องการแล้ว ยังประหยัดพลังงานและเพิ่มอายุการใช้งานของแอร์อีกด้วย

สำหรับค่าตัวแปร มีดังนี้
700-800 สำหรับห้องที่โดนแดดน้อย ใช้แอร์ช่วงกลางคืน
800-900 สำหรับห้องที่แดดส่องถึง ใช้แอร์ช่วงกลางวัน
900-1000 ห้องที่ร้อนมาก ใช้แอร์ช่วงกลางวัน
1000-1200 ร้านค้าที่มีคนเข้าออกจำนวนมาก

ยกตัวอย่างการคำนวณ

ห้องนั่งเล่นมีพื้นที่ 4 เมตร ยาว 5 เมตร ตัวแปร 900 คำนวณ BTU = 4*5*900 = 18,000 แสดงว่าเราควรเลือกซื้อแอร์ขนาด 18,000 BTU